วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

อานิสงส์ของการทำบุญ 15 อย่าง

1. อานิสงส์ในการสร้างลูกนิมิต

ส่งผลให้ไม่ว่าเราจะนึกทำสิ่งใดก็จะทำให้สำเร็จโดยเร็วฉับ พลัน สิ่งดีๆ จะเข้ามาในชีวิต ประกอบการค้าขายก็เจริญก้าวหน้า ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็จะแคล้วคลาดปลอดภัย จิตใจของเราจะหนักแน่น จะไม่ท้อแท้ ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใดที่มากระทบ และเมื่อตั้งใจจะทำสิ่งใดก็สำเร็จได้ดังใจปรารถนาโดยสมบูรณ์ เหมือนดั่งที่ลูกนิมิตที่สาธุชนทั้งหลายร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อชี้เขต พัทธสีมา เพื่อให้พระสงฆ์สามารถทำสังฆกรรมในโบสถ์ได้โดยสมบูรณ์ >> แก้กรรมให้กับผู้ที่คิดสิ่งใดวางแผน อะไรไม่ได้เป็นไปตามที่คิด มีจิตใจอ่อนไหว หาจุดยืนในตัวเองไม่ได้ โลเล ท้อแท้ ไม่ตั้งมั่น ทำอะไรสำเร็จช้า มีอุปสรรค ประกอบการค้าไม่เจริญก้าวหน้า

2. อานิสงส์ในการสร้างห้องน้ำถวายวัด

ส่งผลให้คนที่ทุกข์ใจมาก ก็จะคลายทุกข์ โศก โรค ภัย ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง จะทำให้ทุกข์หนักๆ หรือมีเจ้ากรรมนายเวรหนักๆ ที่โถมกระหน่ำเราอยู่ ก็จะคลี่คลายไปได้ด้วย ไปไหนมีแต่คนคอยช่วยเหลือเกื้อกูลมีแต่สิ่งที่ดีๆ ในชีวิตทั้งภพนี้และภพหน้า แก้กรรมให้กับผู้ที่ มีความทุกข์หนัก ชาตินี้มีความทุกข์มาก ทำอะไรก็ลำบากยากเข็ญ มีความคับแค้นใจ ไม่สบายใจ

3. อานิสงส์ในการสร้างฐานโบสถ์

ส่งผลให้ครอบครัว และการงาน จะเป็นบึกแผ่น ไม่คลอนแคลน ไม่ล้ม เป็นฐานของบุญอันยิ่งใหญ่ ครอบครัว และเครือญาติ จะมีความอบอุ่น รักใคร่ปรองดองกัน ไม่ว่าจะเกิดชาติใด ก็จะเป็นคนมีหลักฐานมั่นคง ไม่เป็นคนหลักลอย ชีวิตมีหลัก ทำสิ่งใดก็สัมฤทธิ์ผล จะมีฐานรองรับทรัพย์เพิ่มพูนมหาศาล เหมือนดั่ง ฐานโบสถ์ ที่รองรับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ฐานบุญของเรามีความมั่นคง สมบูรณ์ที่สุด แก้กรรมให้กับผู้ที่ ครอบครัวแตกแยก มีชีวิตหลักลอย เปลี่ยนงานบ่อย ย้ายบ้านบ่อย ไม่มีหลักในชีวิต ผู้ที่รู้สึกเคว้งคว้าง คลอนแคลนในชีวิต

4. อานิสงส์การสร้างกุฏิถวายพระภิกษุ สามเณร แม่ชี

ส่งผลให้ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใด มีบ้านเรือนเป็นของตนเอง ไม่ต้องไปเช่าบ้านอยู่หรือเร่ร่อนพเนจร มีความร่มเย็นเป็นสุข เหมือนดังกุฏิที่เราได้สร้างถวายย่อม คุ้มแดดคุ้มฝน เป็นที่พำนักพักพิงให้แก่ ภิกษุทั้งหลายและยังส่งอานิสงส์ใหญ่ให้แก่ญาติที่เสียชีวิตไปแล้วหรือแม้ตน เองเมื่อจากโลกนี้ไปก็จะมีวิมานทิพย์ เสวยสุขในภูมินั้น ๆ แก้กรรมให้กับผู้ที่ ไม่มีที่อยู่เป็นของตนเอง ระเหเร่ร่อน ต้องเช่าเขาอยู่ เช่าเขาทำมาหากิน บางครั้งก็ถูกเขาไล่ที่บ้าง ขึ้นค่าเช่าบ้าง หรือพวกที่โดนเขาโกงบ้าน โกงที่อยู่ ที่ทำมาหากิน

5. อานิสงส์ในการซื้อที่ดินถวายวัด

การถวายที่ดินไว้ในบวรพุทธศาสนานั้นนับว่าเป็นการทำบุญใน ฝ่ายวัตถุทานที่มีอานิสงส์มาก และผู้ที่ทำบุญถวายที่ดินนี้นับว่า เป็นผู้ที่มีความฉลาดและโชคดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเพราะผลทุกอย่างที่จะบังเกิดขึ้นหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็น กุฏิ โบสถ์ วิหาร หรือแม้แต่พระพุทธรูปทุกๆองค์ในวัด ตลอดจนผลแห่งธรรมทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นในศาสนส ถานหลังจากที่ได้ซื้อที่ดินถวายนี้ ผู้นั้นจะได้รับผลแห่งกุศลดังกล่าวทั้งหมด เพราะทุกอย่างล้วนปลูกสร้างหรือบังเกิดมีขึ้นได้ก็ด้วยผืนแผ่นดินที่เราได้ เป็นผู้สร้างถวาย โดยเฉพาะเมื่อสถานที่แห่งนั้นได้เป็นสถานที่เป็นเหตุปัจจัย แห่งการสร้างสาธุชน และเป็นเหตุให้บังเกิดพระอริยะบุคคล อันมีพระโสดาบันเป็นต้น ตลอดจนถึงพระอรหันต์เป็นที่สุดแล้วนั้น ผู้ที่มีส่วนร่วมในการซื้อที่ดินถวายในบวรพุทธศาสนาแห่งนั้นก็จักได้รับ อานิสงส์ดังกล่าวด้วย ยังจะเป็นบุญหนุนนำทำให้ผู้นั้นเจริญด้วยทางโลกและทางธรรมยิ่งๆขึ้นไป หากจักปราถนาพระนิพพานในปัจจุบันชาติ หากผู้นั้นสามารถทำกำลังใจเต็มบริบูรณ์ทั้ง 10 ประการแล้ว การหวังซึ่งพระนิพพานในปัจจุบันชาติก็มิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้
จึงจักได้ขอกล่าวอานิสงส์ส่วนหนึ่ง อันจะบังเกิดจากการได้ถวายที่ดินเพื่อสร้างวัดหรือสถานที่สำหรับปฎิบัติธรรม ให้สาธุชนทั้งหลายได้มาทำความดี ทั้งการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ดังได้เรียบเรียงมาดังนี้

- จักได้เกิดในถิ่นที่เป็นปฎิรูปเทส เหมาะแก่การทำความดี สร้างบุญบารมีให้ยิ่งๆขึ้นไป
- ทำให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง ไม่มีตกต่ำ
- มีความรื่นรมย์ทั้งในโลกมนุษย์และเทวโลก
- ปรารถนาสิ่งใดที่เป็นบุญกุศล ย่อมสำเร็จได้โดยง่าย เป็นอัศจรรย์
- ได้รูปกายที่สวยงาม เพียบพร้อมบริบูรณ์ด้วย รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ
- ได้เป็นเทวดาที่มีศักดิ์ยิ่งใหญ่ มีทิพยสมบัติที่รุ่งเรือง ตลอดจนมีทิพยวิมานอันใหญ่โต และมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล
- มีความสง่างามเป็นที่เคารพนับถือศัรทธาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
- มีพร้อมด้วยสุข 3 ประการ เข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้โดยง่ายและมีพระนิพพานเป็นที่ตั้งโดย ไม่เนิ่นช้า
- จะได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นผู้ปกครองแผ่นดินหรือผู้บริหารประเทศ เกิดในภายภาคหน้าจะมีที่ดินเป็นของตนเอง และเป็นที่ดินที่มีทำเลดี เป็นที่ต้องการของคนทั้งหลาย เราจะไม่ต้องเร่ร่อน ไม่อดอยาก
- ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนแผ่นดินนั้นก็จะเจริญงอกงาม เหมาะแก่การประกอบสัมมาชีพตามปรารถนา เป็นทำเลดีค้าขายก้าวหน้า ปลูกพืชให้ดอกให้ผลงอกงามกว่าที่ใดๆ
- เป็นกุศลหนุนนำทำให้เกิดการบรรเทากรรม ให้กับผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน ต้องเช่าเขา ถูกเขาโกงที่ หรือเกิดมาชาตินี้ต้องมาอยู่ที่แออัดคับแคบ แย่งกันอยู่ แย่งกันใช้

แก้กรรมให้กับผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน ต้องเช่าเขา ถูกเขาโกงที่ หรือเกิดมาชาตินี้ต้องมาอยู่ที่แออัดคับแคบ แย่งกันอยู่ แย่งกันใช้
หมายเหตุ ทั้งนี้ยังมิได้แจกแจงผลบุญที่จะทำให้บังเกิดในสวรรค์ภูมิ และสุขคติภูมิต่างๆนับจำนวนกัปป์ไม่ถ้วน ตลอดจนทิพย์สมบัติอีกมากมาย ซึ่งเป็นผลแห่ง ทั้ง สังฆทาน วิหารทาน และธรรมทาน อันจะบังเกิดขึ้นจากการถวายที่ดินนี้เป็นเหตุอีกนานัปประการ

6. อานิสงส์ในการต่อไฟฟ้าเข้าวัด

ส่งผลให้เป็นผู้ที่ไม่เศร้าหมอง ทางเดินของชีวิตจะสว่างไสว ไม่มีทางตัน คิดนึกที่จะแก้ปัญหาได้ง่ายมีทางออกเสมอ จิตใจจะสว่างไสว สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงตามไปด้วย ไม่ว่าเราจะไปตกทุกข์ได้ยากที่ไหน ก็จะมีสิ่งที่ช่วยเราให้มีทางออก พ้นจากความทุกข์ตรงนั้นได้ พ้นจากเคราะห์กรรม ตรงนั้นได้ เหมือนดั่งที่ไฟฟ้า ทำให้วัด สว่างไสว และยังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย และเกิดชาติไหนก็จะมีสายตาดี ไม่มีความบกพร่องในการมองเห็นเลย เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วก็จะมีวิมานที่สว่างไสวยิ่งนัก แก้กรรมสำหรับผู้ที่ มีความเศร้าหมองในจิตใจ พบทางตันในชีวิต และพวกที่มีความบกพร่องในการมองเห็น

7. อานิสงส์ของการซื้อท่อเพื่อต่อน้ำเข้าวัด

ส่งผลให้เกิดภพชาติไหนก็มีความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ขาดแคลน ไม่หิวกระหาย จะทำให้เรามีจิตใจ ชุ่มเย็น จะไม่ได้พบกับความแห้งแล้ง มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ ผิวพรรณก็จะผ่องใส เกิดมาจะเป็นผู้ที่มีหน้าตางดงาม วาจาไพเราะ ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ถ้าทำการค้า เงินทองจะไม่ติดขัดจะไหลมาเหมือนดังสายน้ำ แก้กรรมให้กับผู้ที่ มีโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคทางผิวพรรณ คนที่จิตใจเร่าร้อน ทำการค้าขายติดขัด หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องใช้ชีวิตในแผ่นดินที่แห้งแล้ง

8. อานิสงส์ของการเป็นเจ้าภาพบวชพระ/เณร

ส่งผลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่เคยถูกเราเคยฆ่า เคยทรมาน หรือกรรมที่เราทำหนักๆ ไว้กับคน และ สัตว์ อย่างเช่น ทำแท้ง จะช่วยส่งวิญญาณของลูกให้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ไม่มีความทุกข์ ความหม่นหมอง ปัญหาหนี้สินที่มีอยู่ก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดี
แก้กรรมให้กับผู้ที่ เคยทำแท้ง เคยฆ่าคน เคยทรมานสัตว์ ซึ่งอานิสงส์การเป็นเจ้าภาพบวชนี้มีมากล้น ซึ่งสามารถทำให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่ได้อาฆาตพยาบาทเรา จะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่พยาบาทจองเวรอีกต่อไป

9. อานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูป

ส่งผลให้เป็น ผู้ที่มีอายุยืนยาว โรคภัยไข้เจ็บจะเบาบางลง ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น เพราะการที่เราได้สร้าง ตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ ให้ผู้คนได้กราบไหว้เคารพ และส่งผลให้ไม่ว่าจะเกิดในภพชาติใด เราจะเป็นผู้มีบารมีมาก มีผู้คนให้ความเคารพมาก กรรมอันใดที่มีอยู่ก็จะพ้นไปได้โดยเร็ว แก้กรรมให้กับผู้ที่ มีโรคภัยไข้เจ็บมาก ผู้ที่ถูกผู้คนสาปแช่ง ทำคุณคนไม่ขึ้น หรือคนที่ทำงานต้องใช้บารมีมาก ที่ต้องการให้ผู้คนนับถือ

10. อานิสงส์ของการถวายระฆัง

ส่งผลให้เกิดภพชาติใดจะมีชื่อเสียงโด่งดัง ไปทั่วทุกสารทิศ ไปไหน ก็มีคนรู้จักเคารพนับถือ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็จะเจริญก้าวหน้า เป็นผู้มีวาจาดังกังวาน และคำพูดศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่น่าเกรงขาม น่าเชื่อถือ น่าเคารพ ยังส่งผลให้ติดต่อค้าขายเจรจาดีมาก มีความจำเป็นเลิศ อายุยืนยาว
แก้กรรมให้กับผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้ชื่อเสียง หรือ เสียงอย่างนักร้อง ผู้ที่มีความบกพร่องทางเสียง พวกเสียงแหบ เสียงแห้ง ทั้งหลาย และคนที่ต้องติดต่อทำการค้า เจรจาต่อรอง

11. อานิสงส์ของการสร้างโรงครัวถวายวัด


ส่งผลให้เกิดภพชาติใดก็ไม่อดอยากหิวโหย มีของกินของใช้ไม่ขาดแคลน อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติมีกินมีใช้ตลอดปีตลอดชาติ ไปที่แห่งใดก็ปลอดภัย อิ่มจิต อิ่มใจ อิ่มกายมีหน้าตาผ่องใส
แก้กรรม ให้กับผู้ที่เกิดมาชาตินี้ ไม่ค่อยพอมีพอใช้ อดมื้อกินมื้อ หาเช้ากินค่ำ ทำเท่าไหร่ก็ไม่เหลือเก็บ หรือแม้แต่พวกที่ไม่ค่อยมีเวลาใส่บาตรตอนเช้า การที่เราทำโรงครัวให้กับวัดก็เหมือนกับการที่เราได้ใส่บาตรทุกวัน

12. อานิสงส์ของการสร้างถนนเข้าวัด

ส่งผลให้มีลู่ทางในการทำมาหากิน มีช่องทางเสมอ เดินทางก็ปลอดภัยแคล้วคลาด ไม่มีอุปสรรค คล่องตัว สะดวกสบายขึ้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ติดขัด มีหนทางโล่งเตียน เหมือนดั่งถนนที่ช่วยให้สาธุชนทั้งหลายได้เดินทางกันมาทำบุญในวัดได้ง่ายดาย
แก้กรรมให้กับผู้ที่ ไม่รู้อนาคตตัวเอง ไม่รู้จะทำอะไรในชีวิต ชีวิตพบกับทางตัน มืดแปดด้าน ปัญหารุมล้อม

13. อานิสงส์ของการสร้างหอระฆัง

ส่งผลให้เกิดภพชาติใดจะมีบ้านหลายชั้น มองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไม่แออัด หูจะไม่หนวก จะได้ยินเสียงชัดเจน มีเสียงอันไพเราะ มีร่างกายที่สูงโปร่ง สง่างาม ไม่เตี้ย พิการ ผู้ใดที่มีหนี้กรรมอยู่ก็จะหมดไป เมื่อละจากภพนี้ไปแล้วจะมีวิมานหลายชั้น
แก้กรรมให้กับผู้ที่มีปัญหากับการได้ยิน หรือผู้ที่เกิดมาไม่สูง ที่อยู่อาศัยแออัด

14. อานิสงส์ในการสร้างหลังคาศาลาปฏิบัติธรรม

ส่งผลให้สามารถทำงานที่ใหญ่โตได้สำเร็จโดยง่าย ไม่มีอุปสรรค จะมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต มีอำนาจ บารมี บริวารที่ดี มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ร้อนกาย ร้อนใจ เหมือนดั่งที่หลังคาคอยคุ้มแดด คุ้มฝนให้แก่ผู้คนที่มาปฏิบัติธรรม จะไม่มีคนคิดปองร้าย จะไม่ขาดแคลนปัจจัย 4 เกิดชาติไหนมีแต่คนนับหน้าถือตา และกิจการก็จะเจริญก้าวหน้าจนใหญ่โตเสมอ แก้กรรมให้กับผู้ที่ ทำงานใหญ่โดยเฉพาะ ผู้ใดที่ทำงานใหญ่แล้วมีอุปสรรค ไม่มีอำนาจ บริวารช่วยเหลือ หรือ คนที่มีความร้อนอก ร้อนใจ กระวนกระวายใจ มีคนปองร้าย หรือถูกให้ร้ายเสมอในชีวิต ไม่มีความร่มเย็นเป็นสุข

15. อานิสงส์การบริจาคเงินบำรุงโรงพยาบาลสงฆ์เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาล ภิกษุสามเณรอาพาธ

- ชื่อว่าเสมือนอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ใดต้องการอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นจงไปอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด"
- อกุศลกรรมในอดีตชาติ จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ ถือเป็นการสเดาะเคราะห์อย่างหนึ่งได้
- เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ เมื่อได้รับส่วนบุญนี้จะเลิกจองเวรจองกรรม ช่วยให้พ้นเวรพ้นกรรม
- สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เทวดารักษา สรรพวิญญาณเมตตาปราณี
- เหล่าวิญญาณร้ายไม่อาจเบียดเบียนบีฑาได้
- จิตใจสงบร่มเย็น ปวงภัยไม่เกิด ฝันร้ายไม่มี มีสง่าราศีผ่องใส สุขภาพเเข็งเเรง กิจการงานเป็นมงคลแก่ตัว อายุยืนยาว ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
- คุณธรรมเจริญมั่นคง ปฏิบัติธรรมก้าวหน้า ปัญญาเกิด
- ไม่พลัดพรากจากคนรัก ของรัก ก่อนเวลาอันควร
- ชื่อว่าได้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคง ยั่งยืน
- ถือเป็นการทำสังฆทานอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการถวายการอุปัฏฐากบำรุงแก่พระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก
- จะไม่ไร้ญาติขาดมิตร เวลาแก่ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมีคนคอยดูเเล ไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว
- มีเดชบารมีมาก มียศวาสนา เป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีใครข่มขี่เบียดเบียนได้
- จะเป็นที่รักแก่คนทั้งปวง ไปที่ใดจะมีผู้คอยช่วยเหลือเกื้อหนุน ไม่ถูกปล่อยให้ขัดข้องในเรื่องทั้งปวง
- จะมีสมบัติมาก และสมบัติจะไม่ถูกทำลายโดยราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ
- จะได้พบพระอริยสงฆ์ ได้พบพระอรหันต์ ได้พบพระดี ได้พบพระเครื่องพระบูชาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่เจอพระปลอม ไม่เจอพระเก๊ พระทุศีล
- จะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้า และเข้าถึงธรรมได้โดยง่ายดาย
- จะได้เจอครูบาอาจารย์และเพื่อนที่ทรงคุณธรรม
- ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้จะเป็นปัจจัยแก่สวรรค์และนิพพาน
- ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้ สามารถอธิษฐานให้เป็นปัจจัยแก่การบรรลุเป็นพระมหาสาวก พระอัครสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลได้

อานิสงส์ ของการใส่บาตร

การตักบาตรแบบถูกต้องได้อานิสงส์มาก.. วันนี้ คุณใส่บาตรแล้วหรือยัง ?

การตักบาตร เป็นการทำบุญที่ชาวพุทธทั่วไปรู้จัก และปฏิบัติมากกว่าการทำบุญประเภทอื่นๆ การตักบาตรนั้นยังถือว่าเป็นการทำบุญประจำวันของชาวพุทธ และชาวพุทธไทยเชื่อว่า การออกบิณฑบาตของพระสงฆ์เป็นการช่วยโปรดสัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิ เช่น เปรตวิสัย ให้ได้รับส่วนบุญ ด้วยเหตุผลทางจริยธรรม ในการทำบุญตักบาตรนั้น พอสรุปได้ดังนี้ 

๑. เป็นการสั่งสมบุญในแต่ละวัน เพราะการสั่งสมเป็นเหตุนำความสุขมาให้ 

๒. เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำบุญทำให้จิตใจแจ่มใส เพื่อให้มีกำลังใจที่เข้มแข็ง เพราะผู้ที่ไม่มีบุญเกื้อหนุนอยู่ในใจ ย่อมพ่ายแพ้ต่อบาปได้ง่าย 

๓. เป็นการทำที่พึ่งคือบุญให้แก่ตนเองในอนาคต 

๔. เป็นการช่วยรักษาพุทธประเพณี เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต และที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต ล้วนแต่ดำรงพระชนม์ชีพด้วยอาหารบิณฑบาต 

๕. เป็นการช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนา เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ศึกษา ปฏิบัติพระธรรมวินัย แล้วนำมาสั่งสอนให้ประชาชนได้รับรสแห่งพระธรรมด้วย อีกทั้งยังดำรงตนเป็นตัวอย่างด้านความประพฤติดีงามของสังคม ฉะนั้น ชาวพุทธควรทำบุญตักบาตรเป็นประจำทุกวัน เพื่อเป็นการสั่งสมบุญให้แก่ตนเองที่จะต้องนำไป ดุจเสบียงเดินทาง ในการท่องเที่ยวเวียนเกิดและเวียนตายอยู่ในวัฏฏสงสาร อันไม่ปรากฏเบื้องต้นและที่สุด และบุญที่สั่งสมไว้นี้ จะช่วยเกื้อกูลให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ 

อนึ่ง ประโยชน์ส่วนรวมที่จะเกิดขึ้น คือเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา เพราะพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้นำของพุทธบริษัท ที่เป็นฐานกำลังสำคัญแห่งกองทัพธรรมนั้น ท่านดำรงชีพอยู่ได้ด้วยปัจจัยที่คฤหัสถ์จัดถวาย ท่านจึงสามารถมีกำลังกาย กำลังใจที่จะศึกษาพระพุทธพจน์ คือ พระไตรปิฎก ให้เข้าใจ ทรงจำ นำมาประพฤติปฏิบัติ และกล่าวสอนมวลมนุษย์ได้ 


การทำบุญตักบาตรจะสมบูรณ์ได้ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้

๑. ต้องเตรียมใจให้พร้อม ข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะบุญที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจของผู้ถวาย ท่านแนะนำให้รักษาเจตนาให้บริสุทธิ์ทั้ง ๓ ขณะ คือ

๑.๑ ก่อนถวาย ตั้งใจเสียสละอย่างแท้จริง

๑.๒ ขณะถวาย ก็มีใจเลื่อมใส ถวายด้วยความเคารพ

๑.๓ หลังจากถวายแล้ว ต้องยินดีในทานของตัวเองจิตใจเบิกบานเมื่อนึกถึงทานที่ตนเองได้ถวายไปแล้ว การทำใจให้ได้ทั้ง ๓ ขณะดังกล่าวนี้ นับว่ายากมาก เพราะมีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้จิตใจของเราเศร้าหมองในขณะใดขณะหนึ่งได้ 

๒. ผู้รับ คือ พระภิกษุสามเณร เป็นผู้สำรวมระวัง มีข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงามตามพระธรรมวินัย ใฝ่ศึกษาเล่าเรียน พระพุทธพจน์ ทรงจำ นำมาบอกกล่าว สั่งสอนได้ และเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติเพื่อบรรเทาราคะ โทสะ โมหะ จนสามารถละขาดได้อย่างสิ้นเชิง 

๓. สิ่งของที่ถวาย จะต้องได้มาด้วยวิธีที่สุจริต ไม่เบีดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน และที่สำคัญคือสิ่งนั้นต้องเหมาะสมแก่พระภิกษุสามเณรด้วย 

ทำบุญตักบาตรให้หมั่นอธิษฐาน

เมื่อองค์ประกอบ ๓ อย่างข้างต้นบริบูรณ์ สิ่งที่จะต้องทำก่อนตักบาตร คือ "การอธิษฐาน" การอธิษฐานนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้บุญของเราหนักแน่น ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นมากขี้น และยังทำให้เราทราบเป้าหมายในการทำบุญด้วย นอกจากนี้ การอธิษฐานยังสามารภสร้างพลังขึ้นในจิตใจให้มากขึ้น เป็นการสั่งสมกำลังแห่งความบากบั่น อดทน เพื่อเป็นพื้นฐานที่สำคัญให้เราก้าวไปสู่สิ่งที่ปรารถนาได้ การอธิษฐานในขณะที่บำเพ็ญบุญนั้น ผลบุญย่อมหนุนส่งให้สำเร็จตามที่ปรารถนาไว้ ถึงแม้จะขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสบ้างก็ตาม แต่ความดีที่ทำไว้ย่อมไม่เสียหายไปแน่นอน 

ฉะนั้น ก่อนตักบาตร ควรอธิษฐานโดยนั่งหรือยืนก็ได้ แล้วแต่สถานที่จะอำนวย ยกสี่งของที่จะถวายขึ้นเสมอหน้าผาก แล้วอธิษฐานตามที่ต้องการที่ชอบธรรมเป็นภาษาใดก็ได้ จะว่าในใจหรือออกเสียงเบาๆ ก็ได้ จากนั้นจึงถวายอาหารบิณฑบาตด้วยความเคารพ ถ้ามีดอกไม้ธูปเทียนให้ถวายหลังจากที่ถวายอาหารบิณฑบาตเสร็จแล้ว ถ้าเป็นสตรีให้วางดอกไม้ธูปเทียนไว้บนฝาบาตร เมื่อพระท่านปิดบาตรแล้ว 

คำอธิษฐานก่อนตักบาตร

ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา มีเป็นหมายเพื่อให้มนุษย์ปลดเปลื้องตนเองจากทุกข์ มีจิตใจเป็นอิสระเหนือทุกข์ทุกอย่าง (พระนิพพาน) หลักการดำเนินชีวีตของชาวพุทธนั้นต้องสอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งพระโบราณาจารย์ท่านจึงบัญญัติคำ อธิษฐานที่เป็นสากลนิยมไว้ว่า"อิ ทัง ทานัง สีละวันตานัง ภิกขูนัง นิยยาเทมิ สุทินนัง วะตะ เม ทานัง นิพพานะปัจจะโย โหตุ อะนาคะเต กาเล ฯ ข้าพเจ้าขอน้อมถวายทานนี้แด่พระสงฆ์ผู้มีศีล ขอท่านที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้ว จงเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน ในอนาคตกาล เบื้องหน้าโน้นเทอญ ฯ" 

อีกบทหนึ่งเป็นคำอธิษฐานถึงพระสังฆรัตนะ ว่า “นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง, สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สังจะวัชเชนะ, โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา ฯ ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยคำสัตย์ นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าในกาลทุกเมื่อ เทอญ ฯ” ...

คุณรู้ไหมว่า...ปล่อยปลาแต่ละชนิดมีความหมายอย่างไร

เวลาที่คุณทำบุญโดยการปล่อยสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์น้ำ ประเภทปลาซึ่งมีอยู่หลายชนิดนั้นซึ่งแต่ละชนิดมีความหมายในการทำบุญแตกต่างกันไป เรามาดูกันว่า ปลาแต่ละชนิดและสัตว์น้ำบางชนิด มีความหมายในการทำบุญด้วยการปล่อยอย่างไร เพื่ออะไรบ้าง บางคนอาจปล่อยสัตว์เหล่านี้ตามจำนวนมากกว่าอายุเรา 1 ปี หรือบางคนอาจยึดหลักตามกำลังวันเกิดของเราเอง

ความหมายของการปล่อยสัตว์
ปลาไหล หมายถึง การเงิน การงาน การเรียนจะราบรื่น
ปลาหมอ หมายถึง เพื่อสุขภาพ
ปลาบู่ หมายถึง ทดแทนผู้มีพระคุณ
ปลาดุก หมายถึง ศัตรูคู่แข่งแพ้พ่าย
ปลานิล หมายถึง ทรัพย์สินเพิ่มพูน
ปลาช่อน หมายถึง ช้อนเงินทอง สิ่งที่ซ่อนเร้นจะได้พบ
ปลาทับทิม หมายถึง ทำอะไรราบรื่น
ปลาสวาย หมายถึง เงินทองคล่องตัว
ปลาขาว หมายถึง ปลานำโชค
ปลาจารเม็ด หมายถึง จะได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ปลาใน หมายถึง ได้เป็นเจ้าคนนายคน
ปลาดุกเผือก หมายถึง ปลามงคล
ปลาดำราหู หมายถึง สะเดาะเคราะห์
ปล่อยกบ หมายถึง ขออุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวร
หอยขม หมายถึง ทิ้งความขมขื่น จะร่มเย็นเป็นสุข
หอยโข่ง หมายถึง หนทางโล่งเป็นผู้นำ ข้าทาสบริวารมาก
ตะพาบ หมายถึง ภัยคุกคามต่า งๆจะราบ อัมพาตจะดีขึ้น อายุมั่นขวัญยืน
สำหรับผู้ที่เกิดแต่ละวัน มีเคล็ดในการทำบุญต่าง ๆ กันไป ดังนี้ บุคคลใดที่เข้าสู่เบญจเพท อายุลงท้ายเลข 5 ,9 เช่น 25 29 35 39 45 49 55 59 เป็นต้น ...
คนเกิดวันอาทิตย์ ให้ปล่อยปลาไหล ...
คนเกิดวันจันทร์ ให้ปล่อยนก ...
คนเกิดวันอังคาร ให้ปล่อยหอยขม ...
คนเกิดวันพุธ ห้ปล่อยปลาไหล ...
คนเกิดวันพฤหัส ให้ปล่อยเต่า ...
คนเกิดวันศุกร์ ให้ปล่อยปลาหมอ ...
คนเกิดวันเสาร์ ให้ปล่อยปลาไหล จำนวนสัตว์ที่ปล่อย ถ้ามีกำลังทรัพย์ ก็ให้มากกว่าอายุ สำหรับคนที่มีรายได้น้อยไม่สะดวกเรื่องเงิน ให้ถือเลขอายุลงท้ายเลข คู่ ให้ปล่อยสัตว์จำนวนเลขคี่ อายุลงท้ายเลขคี่ ให้ปล่อยสัตว์จำนวนเลขคู่ ... อายุ 24 ปล่อยสัตว์จำนวน เลขคี่ 1 3 5 7 9 ..... ฯ ... อายุ 25 ปล่อยสัตว์จำนวน เลขคู่ 2 4 6 8 10 12 14 ..... ฯ
คำอธิษฐาน การปล่อยสัตว์ ข้าพเจ้าชื่อ ......... นามสกุล เกิดวันที่ ..... เดือน . พ . ศ ...... อายุ .... ปี ได้ปล่อยสัตว์ ............... จำนวน ...... ตัว ปล่อยเพื่อให้เป็นที่พึ่งแก่ตนเอง เพื่ออุทิศส่วนกุสลให้แก่ศัตรู และเจากรรมนายเวรทั้งหลาย ตัวที่เป็นที่พึ่ง ขอให้นำความสุขและโชคลาภมาให้ข้าพเจ้า ตัวที่ให้กับศัตรูและเจ้ากรรมนายเวร จงนำเอาสรรพทุกข์ สรรพโศกสรรพโรค สรรพภัย สรรพเคราะห์เสนียดออกไปจากข้าพเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอให้พระแม่ธรณี พระแม่คงคา , เทพเทวา เจ้าที่เจ้าทาง , หลวงพ่อโต , และพญานาคราช จงป็นสักขีพยานรับทราบกุศลเจตนาของข้าพเจ้า และคุ้มครองชีวิตสัตว์ให้ปลอดภัยจนสิ้นอายุขัย ด้วยอำนาจของกุศลผลบุญนี้ จงสะเดาะเคราะห์ร้ายของข้าพเจ้าให้กลับกลายเป็นดี มีความร่มเย็นเป็นสุขประสพความสำเร็จสมหวังในสิ่งที่พึงปรารถนา มีความเจริญก้าวหน้า มีชีวิตที่ สดชื่น มีความสุขความเจริญ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปด้วยเทอญ 

ปล่อยสัตว์ได้มหากุศล 10 ประการ

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ...........1. พ้นจากภัยสงคราม การปล่อยสัตว์ทำให้ชีวิตพ้นภัยอันตรายจากศาสตรา การรบราฆ่าฟัน ล้วนเกิดจากการฆ่าสัตว์ เมื่อละเว้นจากการฆ่า หันมาปล่อยชีวิต ภัยจากศาสตราก็จะถูกขจัดหมดไป อันนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงชะตาโลกครั้งยิ่งใหญ่

2 ความเป็นมงคลจะเข้ามาหา การปล่อยสัตว์เป็นบ่อเกิดแห่งเมตตาธรรม ไอของความปิติสุขปกคลุมกาย การตอบสนองจะเป็นไปตามธรรมชาติ

3. มีสุขภาพดีอายุยืน การปล่อยสัตว์มีบันทึกไว้ในพระสูตร กล่าวคือ เปี่ยมด้วยวาสนาตอบสนอง 2 ประการ คือ มีอายุยืน และ ไร้โรคภัย

4. ได้บุตรที่กตัญญู การปล่อยสัตว์ ดีกับฟ้าดินที่มีใจ้ให้กำเนิด ดังนั้นจึงได้บุตรกตัญญูเป็นมงคลแก่ครอบครัว

5. มีเทพอารักขา การปล่อยสัตว์เป็นการให้ชีวิตใหม่แก่สัตว์ เฉกเช่นช่วยเหลือบุตรพุทธะ เมื่อได้ช่วยชีวิตสัตว์เหล่าพุทธะต่างชื่นชมยินดี

6. สัตว์ทั้งหลายต่างสำนึกบุญคุณ เพราะสัตว์ที่ได้รับการช่วยชีวิตล้วนซาบซึ่งบุญคุณ เป็นบุญสัมพันธ์ที่สัตว์เหล่านั้นคิดจะทดแทนไปตราบนาน

7. ไม่มีเคราะห์ร้ายใด ๆ ผู้มีเมตตาจิต บุญกุศลนับวันเพิ่มพูน เคราะห์ภัยทั้งหลายล้วนมลายหายไป

8. บรรเทาภัยสังคม ปัจจุบันกลียุคสมัย ผู้คนลุ่มหลงในอบาย ภัยสุรายาเสพติดดาษดื่น การปล่อยสัตว์สามารถลดวิบากกรรมเหล่านั้นได้

9. บุญกุศลไร้ขอบเขต สัตว์ก็มาจากคนที่จุติแล้วไปเกิดเป็นสัตว์ สัตว์ก็จะกลับมาเกิดเป็นคนอีก หลังชดใช้กรรมจนหมดสิ้น

10. ได้ไปเกิดบนสวรรค์ ผู้ละเว้นจากการฆ่า หันมาปล่อยชีวิตสัตว์ เมื่อชีวิตล่วงไปแล้วจะอุบัติในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา สำหรับผู้บำเพ็ญฯ ก็จะไปอุบัติยังแดนสุขาวดีพุทธเกษตร บุญกุศลนี้ประมาณมิได้

คำสอนดีดีจากสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)


"บุญเราไม่เคยสร้าง...
ใครที่ใหนจะมาช่วยเจ้า"...!
   "ลูกเอ๋ย  ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด  เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเองคือบารมีลงทุนไปก่อน  เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย  มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด  เพราะหนี้สิน ในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัว...   เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา  ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด  ไม่มีอะไรเหลือติดตัว...  แล้วเจ้าจะเอาอะไรไว้ในภพหน้าหมั่นสร้างบารมีไว้...  แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง..."
    "จงจำไว้นะ...เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้...ครั้นถึงเวลา...ทั่วฟ้าจบดิน   ก็ต้านเจ้าไม่อยู่...จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย  จะมีใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า..."
    นี่คือคำเทศนา ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังษีที่ได้โปรดชี้ธรรมไว้นิมิต หลังจากที่ท่านล่วงลับไปแล้ว เมื่อ 100 กว่าปีก่อน  อันเป็นปฐมเหตุที่ต้องสร้างความดี อย่างไม่มีวันสุด

บทสวดมนต์แก้กรรม

การสวดพระพุทธคุณ
      การ สวดพระพุทธคุณ อาตมาสังเกตมาว่า บางคนเขาไปหาหมอดู เคราะห์ร้ายก็ต้องสะเดาะเคราะห์ อาตมาก็มาดูเหตุการณ์โชคลางไม่ดีก็เป็นความจริงของหมอดู อาตมาก็ตั้งตำราขึ้นมาด้วยสติบอกว่า โยมไปสวดพุทธคุณเท่าอายุให้เกินกว่า ๑ ให้ได้เพื่อให้สติดี เท่าที่ใช้ได้ผลเริ่มสวดตั้งแต่ บทบูชาพระรัตนตรัย นะโม พุทธัง ธัมมัง สังฆัง พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุง มหากาฯ จบแล้วย้อนกลับมาข้างต้นเอา พุทธคุณ ห้องเดียว ห้องละ ๑ จบ ต่อ ๑ อายุ อายุ ๔๐ สวด ๔๑ จบ อายุ ๓๕ สวด ๓๖ จบ ก็ได้ผล
การสวดบทพาหุง มหากาฯ
      อาตมา สอนการสวดพาหุงมหากาฯให้แก่ญาติโยมเพราะอะไร เพราะพาหุง มหากาฯนั้นเป็นบทสวดมนต์ที่มีค่าที่สุด มีผลดีที่สุด เพราะเป็นชัยชนะอย่างสูงสุดของพระบรมศาสดาจากพญาวัสวดีมาร จากอาฬาวกะยักษ์ จากช้างนาฬาคิรี จากองคุลีมาล จากนางจิญมานวิกา จากสัจจะกะนิครนธ์ จากพญานันโทปนันทนาคราช และท่านท้าวผกาพรหม เป็นชัยชนะที่พระพุทธองค์ทรงได้มาด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ และด้วยอำนาจแห่งบารมีธรรมโดยแท้ ผู้ใดได้สวดไว้เป็นประจำทุกวัน จะมีชัยชนะ มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนานมีสติระลึกได้ จะตายไปสู่สุคติภูมิ
      ไม่ใช่แต่พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่านั้นที่พบความ มหัศจรรย์ของบทพาหุงมหากาฯ แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงพบเช่นกัน โดยมีบันทึกโบราณบอกไว้ว่าดังนี้ “เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว ก็ทรงเห็นว่าสงคราม กู้ชาติต่อจากนี้ไปจะต้องหนักหนาและยืดยาวจึงทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระยอดธง แบบศรีอยุธยาขึ้น แล้วนิมนต์พระเถระทั้งหลายมาสวดบทพาหุงมหากาฯบรรจุไว้ในองค์พระ และพระองค์ก็ทรงเจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วยการเจริญ พาหุงมหากาฯ จึงบันดาลให้ทรงกู้ชาติสำเร็จ” ขอให้ญาติโยมสวดพาหุงมหากาฯกันให้ทั่วหน้า นอกจากจะคุ้มตัวแล้ว ยังคุ้มครองครอบครัวได้ สวดมากๆ เข้า สวดกันทั้งประเทศก็ทำให้ประเทศ มีแต่ความรุ่งเรือง พวกคนพาลสันดานหยาบก็แพ้ภัยไปถ้วนหน้า.
บูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อภิปูชะยามิ
บทกราบพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)
นมัสการพระรัตนตรัย
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สวด 3 จบ)
ขอขมาพระรัตนตรัย
วันทามิ พุทธังสัพพะ เมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต,
วันทามิ ธัมมัง สัพพะ เมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต,
วันทามิ สังฆัง สัพพะ เมโทสังขะมะถะเม ภันเต.

ไตรสรณาคมน์
พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ


คำสมาทานศีล 
. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาประทัง สะมาทิยามิ
อทินนาทานา เวระมะณี สิกขาประทัง สะมาทิยามิ
๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาประทัง สะมาทิยามิ
๔. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาประทัง สะมาทิยามิ
๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาประทัง สะมาทิยามิ
บทพระพุทธคุณ
อิติปิโสภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชา จะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
บทพระธรรมคุณ
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮีติ
บทพระสังฆคุณ
สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุไนยโย ปาหุไนยโย ทักขิไนยโย อัญชลี กะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
ชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ)
๑. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
๒. มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
๓. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจัก กะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
๔. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถัง คุลิมาละวันตัง อิทถีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
๕. กัตะวานะ กัฎฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฎฐะวะจะนัง ชะนะกายะ มัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
๖. สัจจัง วิหายะมะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโร ปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
๗. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
๘. ทุคคาหะทิฎฐิภุชะเคนะ สุทัฎฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิ ชุติมิทธิ พะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
เอ ตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฎฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะ เนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขังสุขัง อะธิคะเมยยะนะโรสะปัญโญ.

ชัยปริตร (มหากาฯ)
      มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตะวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะ วัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ
      ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะ ปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฎฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฎฐัง พรัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ
      ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
หมายเหตุ ถ้าสวดให้ตัวเองให้เปลี่ยนจากคำว่า เต เป็น เม ทุกแห่ง

สวดพระพุทธคุณ (อิติปิโสฯ) เท่าอายุ
อิ ติปิโสภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (ให้สวดเกินอายุ ๑ จบ เช่น อายุ ๔๒ ปี ต้องสวด ๔๓ จบ)

อธิษฐานขออโหสิกรรม
      กัม มะโน กัตถาโน กัมมะปัจเจกะพุทโธ พุทธังทั่วจักกะวาฬัง ธัมมังทั่วจักกะวาฬัง สังฆังทั่วจักกะวาฬัง อโหสิกัมมัง ด้วยกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ กรรมอันหนึ่งอันใดที่ข้าพเจ้าได้สบประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณมารดาบิดา คุณครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่มีจิต มีชีวิต มีวิญญาณ มีขันธสันดาน มีวิบากแห่งกรรม มีการกระทำ เจ้ากรรมนายเวร เจ้าการบัญชี จตุโลกบาลทั้งสี่ มนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖ พรหม ๒๐ อบายภูมิทั้ง ๔ บัดนี้ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้วซึ่งกองการกุศล ผลทาน ผลศีล ผลภาวนา ผลแผ่เมตตา ขอให้ถึงท่านทั้งหลาย ขอให้ท่านทั้งหลายจงอโหสิให้แก่ข้าพเจ้าผู้ล่วงเกินแล้ว ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี รู้ก็ดี เจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ต่อหน้ากันก็ดี ลับหลังกันก็ดี ขอให้ท่านทั้งหลายจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปอย่ามีเวรมี ภัย เกิดชาติหนึ่งภพใด ขอให้ได้สร้างแต่กรรมดี สร้างบารมีของตน ให้พ้นภัยภาร ลุล่วงบ่วงมาร ในปัจจุบันกาลจนถึงอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญฯ

บทแผ่เมตตาแก่ตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
นิททุกโข โหมิ ปราศจากความทุกข์
อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร
อัพยาปัชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรค อันตรายทั้งปวง
อะนีโฆ โหมิ ปราศจากความทุกข์กาย ทุกข์ใจ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ มีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ (กำหนดจิตไว้ที่ลิ้นปี่ แล้วสวดบทนี้ พร้อมคำแปล)
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความ ทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตน ให้พ้นจากทุกข์ภัย ทั้งสิ้น เถิด

บทแผ่ส่วนกุศล
(พนมมือ กำหนดจิตไว้ที่หน้าผาก (อุณาโลม) แล้วสวดบทนี้ พร้อมคำแปลด้วย)
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตาโหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเปตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพสัตตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข


คำกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล
      ข้าพเจ้า ขออุทิศบุญกุศลจากการเจริญภาวนานี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรมและอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ

คำอธิษฐานอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล
     อิ มินา ปุญญะกัมเมนะ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ที่ได้สะสมอบรมมา ตั้งแต่ในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ได้แก่การรักษาศีล บริจาคทาน บำเพ็ญภาวนา สวดมนต์บูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และการสงเคราะห์โดยทั่วไป บุญกุศลทั้งหลายแหล่ ขออุทิศให้แก่บิดา มารดา ญาติกา ครูบาอาจารย์ ผู้มีอุปการคุณ บุตร ภรรยา สามี มิตรสหาย บริวาร สรรพสัตว์ทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร พระยายมราช พระยามัจจุราช นายนิริยบาล ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ พระภูมิเจ้าที่ แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระเพลิง แม่พระพาย แม่พระโพสพ แม่ซื้อผู้เรืองฤทธิ์ เทพยดา ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกาเบื้องบน จนถึงที่สุด ชั้นพรหม เบื้องล่างตั้งแต่ชั้นอเวจีจนถึงโลกมนุษย์ โดยรอบสุดขอบจักรวาล อนันตจักรวาล ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับส่วนบุญส่วนกุศลโดยทั่วกัน ท่านที่มีทุกข์ขอให้พ้นทุกข์ ท่านที่มีสุขขอให้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยอำนาจกุศลผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยนิสัยนำส่ง ให้ข้าพเจ้ามีสติรู้ตัว มีปัญญารู้คิด มีปฏิภาณไหวพริบ เฉียบแหลมว่องไว พิจารณาเห็นแจ้ง ในสัจธรรมจนถึงที่สุดของความพ้นทุกข์ คือพระนิพพานในชาติปัจจุบันอย่างยิ่งเทอญ.